กำลังวางแผนขับรถกลับบ้านหรือออกทริปยาว แล้วเริ่มเห็นข่าวด่านตรวจรถแน่นขึ้นเรื่อยๆ อยู่หรือเปล่า ช่วงนี้กรมการขนส่งทางบกเดินหน้าเพิ่มความถี่ในการตรวจสภาพรถทั่วประเทศ พร้อมรณรงค์ให้คนใช้รถดูแลรถและขับขี่อย่างปลอดภัยมากขึ้น. การตรวจสภาพรถคือการเช็กความพร้อมด้านเทคนิคของรถ เช่น เบรก ยาง ไฟ ระบบบังคับเลี้ยว เพื่อให้รถวิ่งได้อย่างปลอดภัยและไม่สร้างมลพิษเกินมาตรฐานตามกฎหมาย.

มาตรการตรวจเข้มรอบนี้คือการเพิ่มจุดตรวจร่วมกับตำรวจและหน่วยงานท้องถิ่น รวมทั้งสุ่มตรวจรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกในเส้นทางหลักที่ใช้เดินทางจำนวนมาก. เป้าหมายหลักคือกดจำนวนอุบัติเหตุจากสาเหตุรถชำรุดหรือบรรทุกเกิน และสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการและคนขับรถส่วนบุคคลดูแลรถอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เช็กแค่ก่อนวันเดินทางใหญ่ปีละไม่กี่ครั้ง.

ตรวจอะไร และเน้นรถแบบไหน

สำหรับรถโดยสารสาธารณะ รถตู้ และรถบรรทุก การตรวจจะค่อนข้างละเอียด ทั้งระบบเบรก ยาง ลมยาง น้ำหนักบรรทุก เข็มขัดนิรภัย ประตูฉุกเฉิน (ถ้ามี) ไปจนถึงสมุดประจำรถและใบอนุญาตขับขี่ของคนขับ. รถที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือคันที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี หรือมีประวัติทำผิดซ้ำ เช่น เคยโดนปรับเรื่องควันดำหรือบรรทุกเกินน้ำหนัก.

ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคล แม้จะไม่ได้ถูกตรวจทุกคันเหมือนรถสาธารณะ แต่ก็มีโอกาสถูกสุ่มเรียกดูเอกสารและสภาพรถ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนหรือใกล้เทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น. ถ้ารถมีอายุมากกว่า 7 ปี (รถเก๋ง) หรือมอเตอร์ไซค์เกิน 5 ปี เจ้าของรถต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) หรือจากกรมการขนส่งฯ ก่อนจะไปต่อภาษีประจำปี ถ้าไม่มีถือว่าเอกสารไม่สมบูรณ์และต่อภาษีไม่ได้.

ค่าปรับ เวลา และผลกระทบ

สิ่งที่คนใช้รถส่วนใหญ่กังวลคือ “เสียเวลาแค่ไหน” และ “โดนปรับเท่าไหร่”. ในจุดตรวจทั่วไป ถ้าเอกสารครบและรถไม่มีอะไรผิดสังเกต มักใช้เวลาไม่เกิน 5–10 นาที แต่ถ้าถูกเรียกตรวจละเอียด เช่น เช็กควันดำหรือสภาพยาง อาจขยับไปที่ 15–20 นาที โดยเฉพาะช่วงที่รถหนาแน่น.

ด้านโทษปรับ ตัวเลขจะต่างกันไปตามชนิดความผิด เช่น ขับรถไม่แสดงหลักฐานการเสียภาษีประจำปี โดนปรับได้ราว 200–2,000 บาท ขึ้นกับการตีความและการกระทำผิดซ้ำ. ถ้ารถเกินมาตรฐานควันดำหรือมีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สั่งห้ามใช้รถชั่วคราวจนกว่าจะซ่อมและนำกลับมาตรวจใหม่ ซึ่งเท่ากับเสียทั้งค่าซ่อม (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นกับปัญหา) และค่าเสียโอกาสถ้ารถใช้บรรทุกของหรือรับผู้โดยสาร.

สำหรับการตรวจสภาพประจำปีที่ตรอ. หรือขนส่ง ค่าบริการอยู่ราว 150–500 บาทต่อคัน ขึ้นกับประเภทรถ ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเปลี่ยนคอมแอร์หรือผ้าเบรกที่ปล่อยจนพังหลายเท่า. มองในมุมนี้ การยอมเสียเวลาตรวจและจ่ายไม่กี่ร้อยบาท ยังถูกกว่าค่าซ่อมหลังอุบัติเหตุหรือค่ารักษาที่อาจพุ่งไปหลักหมื่นหรือมากกว่านั้นหลายเท่า.

เตรียมรถให้ผ่านฉลุย

แทนจะมาลุ้นที่ด่านตรวจว่าวันนี้จะ “รอดหรือไม่รอด” การเตรียมรถให้พร้อมล่วงหน้าเป็นทางเลือกที่สบายใจกว่ามาก. หลายอย่างเจ้าของรถเช็กเองได้ ไม่ต้องรอถึงมือช่างหรือการตรวจอย่างเป็นทางการ.

-
ยาง: ดูดอกยางให้ลึกพอ (ไม่ต่ำกว่า 1.6 มม.) ไม่มีบวม แผลบาด หรือแตกลายงา ลมยางต้องอยู่ในค่าที่ระบุข้างประตูหรือคู่มือรถ

-
ไฟ: ทดสอบไฟหน้า ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟถอย และไฟฉุกเฉิน ทุกดวงควรติดครบ การเปลี่ยนหลอดไฟทั่วไปมักอยู่ที่ 100–400 บาท/ดวง

-
เบรกและพวงมาลัย: ถ้าเหยียบเบรกแล้วรถปัดหรือมีเสียงดังผิดปกติ หรือพวงมาลัยหลวม ควรเข้าศูนย์หรืออู่ก่อนลุยทางไกล เพราะเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ

-
ควันและน้ำมันเครื่อง: ถ้ามีควันดำหนา หรือกินน้ำมันเครื่องผิดปกติ มีคราบน้ำมันเยิ้มใต้ท้องรถ ควรรีบเช็กทันที นอกจากเสี่ยงไม่ผ่านตรวจ ยังทำให้เครื่องยนต์พังได้

-
เอกสาร: เตรียมสำเนาคู่มือจดทะเบียน ใบอนุญาตขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุ และกรมธรรม์ พ.ร.บ. ติดรถไว้ตลอด เพื่อลดเวลาในจุดตรวจ

สำหรับคนที่ใช้รถทุกวันในเมืองและออกทริปยาวปีละไม่กี่ครั้ง การวางแผนตรวจสภาพรถให้ตรงกับกำหนดต่อภาษีจะช่วยลดรอบเข้าอู่และลดโอกาสลืมเอกสาร. ส่วนคนขับรถโดยสารหรือรถบรรทุก ยิ่งควรทำเช็กรถสั้นๆ ทุกเช้าก่อนออกรถ เช่น เดินวนดูยาง เช็กไฟรอบคัน และลองเบรกเบาๆ ในที่ปลอดภัย.

มาตรการตรวจสภาพรถที่เข้มขึ้นอาจทำให้เสียเวลาเพิ่มไม่กี่นาที แต่ถ้ารถของเราพร้อมและเอกสารครบ การผ่านด่านก็เป็นเรื่องสั้นๆ ที่แลกมากับความปลอดภัยของตัวเอง ผู้โดยสาร และเพื่อนร่วมถนนทั้งประเทศ. ทางเลือกที่คุ้มที่สุดคือเริ่มดูแลรถให้ได้มาตรฐานก่อนถูกเรียกตรวจ แล้วทุกทริปจะออกตัวได้อย่างสบายใจกว่าเดิมมาก.